Dinky Tashi's profileTashiroPhotosBlogListsMore Tools Help

Tashiro

ดนตรี........เป็นส่วนหนึ่งในความหวัง

Dinky Tashi Laoha

Occupation
Location
Interests
many peaple do for recive it but i give it mine
Photo 1 of 6

Windows Media Player

  • Send a private message
  • Subscribe to RSS feed
  • Tell a friend
  • Add to My MSN
  • Add to Live.com
  • Add to your network

สวัสดี

หัวใจสีแดง

dee

รักและหวังดีต่อคนรอบข้างนะจร๊า

Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
สวัสดีค่ะ...เอ...นั่นสิ สงสัยลืมกันไปแล้วละมั้งคะนี่!!!~
 
Apr. 30
เค้าว่ากันว่า...

ผู้หญิงอ้วนมักจะนิสัยดี
ผู้หญิงหน้าตาดีมักจะมีแฟนเป็นทอม
ผู้หญิงน่ารักแฟนมักจะไม่หล่อ
ผู้หญิงที่แฟนหล่อจำเป็นต้องรวย

ผู้หญิงอยากรวยต้องมีแฟนคราวพ่อ
ผู้หญิงช่างจ้อมีแฟนมากมาย
ผู้หญิงขี้อายมักเซ็กส์จัด
ผู้หญิงอวบอัดมักทำศัลยกรรม

เค้าว่ากันว่า....

ผู้ชายนิสัยดีมักจะขี้เหร่
ผู้ชายที่หล่อมักไม่สุภาพ
ผู้ชายที่ทั้งหล่อ และสุภาพ มักเป็นเกย์
ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ และไม่ใช่เกย์ มักแต่งงานแล้ว
ผู้ชายที่ไม่ค่อยหล่อ และนิสัยดี มักไม่มีสตางค์
ผู้ชายที่หล่อ นิสัยดี และมีสตางค์ มักจะคิดว่าเราเห็นแก่สตางค์ของเขา

ผู้ชายที่หล่อ แต่ไม่มีสตางค์ มักจะเห็นแก่สตางค์ของเรา
ผู้ชายที่หล่อและเป็นชายแท้ แต่นิสัยไม่ดี มักจะคิดว่าเราไม่สวยพอ
ผู้ชายที่เห็นว่าเราสวย และเหมาะกับเขา มักเป็นคนขาดความมั่นใจ
ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ มีฐานะ และเป็นชายแท้ มักจะขี้อาย และกลัวการเริ่มต้น
ผู้ชายที่กลัวการเริ่มต้น มักเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงไม่สนใจ

เค้าว่ากันว่า....

ผู้หญิงเก่งมักชอบบงการ
ผู้หญิงเก่งที่ไม่ชอบบงการ มักเสแสร้งเฉพาะช่วงแรกๆ
ผู้หญิงสวยมักจะโง่ แต่ผู้หญิงโง่ๆ มักจะรวย
ผู้หญิงที่ไม่โง่ และรวย มักไม่ยอมแต่งงาน
ผู้หญิงที่ไม่โง่ รวย และไม่ยอมแต่งงาน มักชอบคนมีครอบครัวแล้ว 

เอ... แล้วคุณล่ะเป็นแบบไหน !!

Dec. 3
และมันก็อยุ่ที่ว่าผลที่มันส่งจะทำให้เราพอใจหรือไม่ด้วยค่ะ*-*
Dec. 1
ซินจ่าวจ้า จารจะบอกเล่นอันนี้ไม่ค่อยเป็นหรอก เลยนานๆมาที
แต่ต่อไปนี้จะเข้า my space ให้พอๆกับเข้า hi5 แล้วกัน
 
คิดถึงเหมือนเดิมนะ
จารส้ม
Nov. 22
NOK seesib40wrote:
ตายแล้วพี่ไปเม้นไว้ที่บ้านว่าน้องมีแฟนแล้ว.....เอามาจากไหนเนี่ย
เค้าเสียหายหมดเลย  ที่น้องว่ารักษาให้คนอื่นน่ะหมายถึงแฟนพี่นั่นแหละ
ไม่ใช่หมายถึงตัวน้องเองซักหน่อย........ขี้ตู่จังเลยเจ้าของบ้านนี้.....555
Oct. 21
NOK seesib40wrote:
หน้าที่รักษาหัวใจน่ะ
รักษาของตัวเองรึว่ารักษาให้คนอื่นเอ่ย
Oct. 19
NOK seesib40wrote:
คิดว่าใครมาเคาะประตูปลุก
สายแล้วนะเนี่ยแต่นอนต่อดีกว่า...555
Oct. 18
NOK seesib40wrote:
มาส่งเข้านอน.......หลับฝันดี.......ราตรีสวัสดิ์
                          ยิ้มนะคะยิ้ม
Oct. 15
NOK seesib40wrote:
พี่ทำงานเป็นเทรนนิ่งเหรอคะ
ฝึกอบรมใช่ป่ะคะพอดีนกกำลังหางานนี้อยู่
ยังหาไม่ได้เลยยังไงช่วยแนะนำน้องคนนี้ด้วยนะคะ
Sept. 17
NOK seesib40wrote:
แหมๆๆๆๆว่าซะให้เราเป็นแม่เลยนะ
นกไม่แก่ขนาดนั้นหรอกค่ะขอเป็นน้องสาวได้ปะคะ...555
Sept. 16
NOK seesib40wrote:
ใครกันแน่ที่เงียบเนี่ยครั้งก่อนที่เราเข้าเยี่ยมก็ไม่เห็นตอบกลับเลย
วันถัดมาเราก็ไปแอ่วเมืองเหนือมา 5 วัน พอลงมาก็มาหางานต่อ
เห็นเงียบไปเราก็ไม่รู้ทำไงนี่จริงปะ
Sept. 9
NOK seesib40wrote:
มุขเยอะจังนะคะยังงี้ต้องมีสาวๆเยอะแน่ๆเลย...555
Aug. 27
Aug. 23
NOK seesib40wrote:
ไม่ทันแล้วล่ะค่ะพี่ของอย่างนี้มันต้องฝึกกันมาบ้าง
แต่ว่าน้องคงไม่ทันแล้วล่ะแม่บ้านแม่เรือนเนี่ย...555
Aug. 21
"ชีวิต สอนให้เราแข็งแกร่ง...แพ้บ้างไม่เป็นไร...แต่อย่าแพ้ใจตัวเอง..ยิ่งแพ้ยิ่งแกร่ง...ยิ่งแพ้ยิ่งแข็งแรง..."
Aug. 20
June 29

ศ.ศิลป์

รำลึกอาจารย์ศิลป พีระศรี

2 ก.ย. 2548

    ๑๕ กันยายน วันศิลป พีระศรี    

  ความในเรื่อง
  »  แนวคิด มุมมอง และคุณูปการของศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี แก่แวดวงการศึกษาและงานศิลปะของไทย
  »  แนวคิดในการทำความรู้จักตัวเองของคนไทยผ่านทัศนะของศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี

       ศ.ศิลป์ พีระศรี.. บุรุษผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยของไทย เป็นบิดาแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นทั้งศิลปินและปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้สร้างความเป็นปึกแผ่นแก่วงการศิลปะไทย ให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ชีวิต ผลงาน และแนวคิดของท่านนอกจากจะคงค่าในตัวเองแล้ว ยังสะท้อนภาพหลายประการถึงอุปสรรคของการพัฒนาศิลปะในยุคที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ 

       แต่ที่น่าวิตกคือ ซากธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นปัญหาหลายประการยังคงตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน และนั้นคือบทเรียนที่น่าสนใจ ที่สะท้อนจากเรื่องราวของท่าน..ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี

   คือบุคคลแรกที่สร้างอนุสาวรีย์ในเมืองไทย  

พระครูบาศรีวิชัย      ท่านเป็นบุคคลแรก ที่เริ่มสร้างอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ขึ้นในเมืองไทย ด้วยฝีมือและความสามารถของช่างไทย แทนการสั่งปั้นหล่อมาจากต่างประเทศ ทำให้ประเทศชาติประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เป็นอันมาก งานสร้างอนุสาวรีย์ของท่านมีมากมาย อาทิ  พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (ปี๒๔๗๕) ออกแบบโดยสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์, อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ปี ๒๔๗๗), พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า (ปี ๒๔๘๔), พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช (ปี๒๔๙๓-๒๔๙๔) นายสิทธิเดช แสงหิรัญ นายปกรณ์ เล็กสน นายสนั่น ศิลาภรณ์  ผู้ช่วย, พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ดอนเจดีย์ (ปี ๒๔๙๙) นายสนั่น ศิลาภรณ์ นายสิทธิเดชแสงหิรัญ และคนอื่นๆ ผู้ช่วย, อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ดอยสุเทพ เชียงใหม่ (เฉพาะศีรษะ) นายเขียน ยิ้มศิริ ผู้ช่วย  ฯลฯ
   
       อย่างไรก็ตามแม้ท่านจะเป็นผู้ปั้น แต่สำหรับงานออกแบบแล้ว ก็ไม่ใช่จะตรงตามที่ท่านต้องการเสียทั้งหมดทีเดียวนัก ท้าวสุรนารีมีรายละเอียดบางส่วนจากบทความเรื่อง ผลงานที่ไม่มีใครรู้จักของศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี  โดย น.ณ ปากน้ำ ท่านบันทึกไว้ว่าพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

     
“ ข้าพเจ้าเคยได้เห็นภาพเสก็ตช์ของอนุสาวรีย์พระปฐมบรมราชานุสรณ์  ท่าทางที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ประทับนั่งบนพระราชอาสน์ก็สวยงามสง่ามาก คือเอนพระอังสาเล็กน้อย พระบาทวางเหลื่อมกัน  โดยพระบาทข้างที่พระอังสายื่นออกมานั้นอยู่เบื้องนอก พระพักตร์เชิดอย่างสง่า ท่าแบบนี้เป็นท่าที่จัดไว้อย่างสวยงามมีชีวิตชีวา ไม่ดูประทับนั่งเฉยๆอย่างที่เห็นปัจจุบัน ข้อนี้ข้าพเจ้ารู้ความจริงภายหลังว่า คณะกรรมการได้ติชม แก้ไข พระบรมรูปให้เป็นท่าทางปัจจุบันนี้เอง เพราะเหตุนี้จึงออกเป็นเรื่องขมขื่นของท่านปฏิมากรเอกมิใช่น้อย ”

   การตัดสินก่อนจะศึกษา อาจทำให้เราเป็นคนโง่เสียเอง 

      คนรุ่นหลังที่พอมีความรู้ทางศิลปะ บางคนตำหนิข้อบกพร่องของงานในแง่ดังกล่าวมา โดยไม่ทราบความเป็นมา ความจริงเรื่องนี้ก็พอจะเป็นอุทาหรณ์ได้ถึงงานวิจารณ์หรืองานพัฒนาอย่างอื่น ก่อนจะตัดสินตัวผล หรือผลงาน หรือวิธีการ หรือการยกเลิกธรรมเนียมความเชื่อบางอย่าง บางทีก็ต้องศึกษาสภาพแวดล้อมโดยรอบ อันเป็นเหตุหรือที่มาของสิ่งนั้นๆด้วย  จึงจะเรียกได้ว่าเป็นธรรมและรอบคอบอย่างแท้จริง  อันจะช่วยให้โลกทัศน์มีมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นรูปจำลองรัชกาลที่ ๖ที่อาจารย์ออกแบบไว้แต่ไม่ผ่านการอนุมัติ

      นอกจากนี้บทความดังกล่าว คุณ น.ณ ปากน้ำได้บันทึกไว้ด้วยว่า “ อนุสาวรีย์พระมหาธีรราชเจ้า ทั้งรูปเสก็ตช์และรูปขยายเท่าตัวจริง ซึ่งข้าพเจ้าเคยเห็นตั้งไว้ในมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น ทรงสวมฉลองพระองค์ชุดจอมทัพเสือป่า พระหัตถ์เบื้องขวาหนีบพระมาลาทรงสูง อันประดับด้วยขนนก ทรงประทับยืนพักพระบาทข้างหนึ่ง นับว่าเป็นภาพอันสง่างามมิใช่น้อย (ดังภาพประกอบ)

       ครั้งหนึ่งเมื่อได้ยืนต่อหน้ารูปปั้นขนาดเท่าองค์จริงชิ้นนั้น ข้าพเจ้าเรียนถามท่านศาสตราจารย์ว่า ท่านอาจารย์ครับ
ทำไมถึงไม่ปั้นตามนี้ ผมว่าจะสง่ากว่ารูปจริงซึ่งสวมหมวก ดูแล้วเฉยๆชอบกล ท่านยักไหล่ แล้วสั่นหัวอย่างท้อแท้ตอบว่าเขาไม่เอา จะให้ฉันทำอย่างไร เขาบอกว่าท่านยืนตากแดดร้อนถ้าไม่สวมหมวก

      จากบทความเดียวกัน ทำให้ได้ทราบว่า “งานปั้นซึ่งไม่ได้ถูกบังคับ ที่ท่านปั้นขึ้นจากคติความคิดเห็นของท่านเองรูปแรก ปั้นขึ้นก่อนปีพ.ศ.๒๔๖๖  ก่อนจะมารับราชการในเมืองไทย  ขณะนั้นเป็นศาสตราจารย์ทางศิลปที่หนุ่มที่สุดของอิตาลี นามว่า ศาสตราจารย์โคโรโด เฟโรจี อายุ ๒๑ ปีเท่านั้น  เป็นรูปพระไครส์ซึ่งถูกนำลงจากไม้กางเขน ร่างวางเหยียดยาวบนแท่นหิน เป็นภาพอันมีชีวิตที่สุด ผู้เชี่ยวชาญทางศิลปต่างๆยกย่องกันโดยทั่วหน้า

       รูปพอทเตรท(portrait) รูปปั้นด้วยเทคนิคแบบอิมเพรสชั่นนิสม์(impressionist) แม้ท่วงทีการปั้นอย่างเร็วก็สามารถแสดงอารมณ์เข้าถึงชีวิตที่สุด ..รูปปั้นอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่สองเท่าคนจริง  กลุ่มคนแสดงท่าทางอันอิสระเสรีเต็มที่ตามความต้องการของปฏิมากร ซึ่งผิดกับอนุสาวรีย์ในเมืองไทยของท่าน แต่ละชิ้นที่ถูกบังคับจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้  แม้ไม่ถูกบังคับด้วยท่าทางก็ถูกบังคับด้วยความคิด...”

   ถ้าขาดรากฐานของตัวตน การพัฒนาก็มีค่าเพียงการเลียนแบบ   

       ท่านเป็นบุคคลแรก ที่เริ่มการศึกษาค้นคว้าและเขียนบทความต่างๆแนะนำศิลปะไทย เพื่อกระตุ้นให้ชาวไทยเกิดความสนใจและสำนึกในความรักและหวงแหนศิลปะไทย  ซึ่งนอกจากจะสะท้อนจากการทำงานของท่านแล้ว บทความของท่านหลายแห่งก็แสดงถึงความใส่ใจในเรื่องนี้ภาพร่างลายไทยฝีมืออาจารย์ศิลปอย่างชัดเจน

       “ รสนิยมตามสมัย เป็นผลร้ายแก่ศิลปินหนุ่มฝ่ายตะวันออกอย่างยิ่งอยู่สองประการ คือ ประการแรก ศิลปตะวันออกดำเนินรอยตามแบบประเพณีมาเป็นศตวรรษๆ  ซึ่งในหลายกรณีด้วยกัน เป็นศิลปะที่สร้างขึ้นตามกฎเกณฑ์และถ่ายทอดจากชั่วอายุหนึ่ง ด้วยการพินิจพิจารณาอย่างเข้มงวดกวดขันในด้านเทคนิคภาพร่างลายไทยฝีมืออาจารย์ศิลปและความคิด อีกประการหนึ่ง  สภาพการณ์เช่นนี้ได้สร้างให้เกิดนิสัยการลอกเลียนแบบขึ้น

       สาเหตุประการหลังเป็นการตรงกันข้ามกับสาเหตุประการแรก และขณะเดียวกันก็มีรากฐานเช่นเดียวกับประการแรกนั่นเอง เนื่องจากการทำงานตามแบบและความคิดซ้ำๆซากๆโดยไม่จำกัดของเรา  ดังนั้นศิลปินหนุ่มจึงต้องการสลัดความเป็นทาสของความคิด (เก่า)ให้พ้นไป และด้วยเหตุนี้จึงไม่ยอมรับทุกๆสิ่งในอดีตอย่างสิ้นเชิง และรับเอาแต่สิ่งใหม่ๆทุกอย่าง ผลก็คือ งานศิลปะของศิลปินตะวันออก ผลงานของอาจารย์ขาดลักษณะโดยเฉพาะในส่วนบุคคลและเชื้อชาติ เป็นงานเลียนแบบศิลปะตะวันตก และเราอาจทราบได้แต่เพียงว่าสร้างขึ้นในตะวันออกจากชื่อและเชื้อชาติของศิลปินเท่านั้นผลงานของอาจารย์

       ...ถ้าหากศิลปินไทยหรือศิลปินตะวันออกคนหนึ่งคนใด ทำงานด้วยความรู้สึกจริงใจ งานของเขาต้องแตกต่างไปจากงานของศิลปินชาวยุโรป ความแตกต่างซึ่งสอดคล้องกับลักษณะโดยเฉพาะของเชื้อชาติ

       …ถ้าคนไทย (หรือศิลปินผู้ใดที่อยู่ในกลุ่มที่แตกต่างออกไปจากชาติพันธุ์) ไม่ลอกเลียนแบบอย่างงานของศิลปินต่างประเทศ เขาย่อมจะแสดงออก ซึ่งความรู้สึกแบบอย่างใหม่ๆใดๆก็ได้ แบบอย่างใหม่นี้ก็เป็นลักษณะส่วนตนของเชื้อชาติ ซึ่งกอปรด้วยอารมณ์ตามธรรมชาติ ลมฟ้าอากาศ ศาสนา ความรู้สึกอันสืบเนื่องจากบรรพบุรุษ ความคิดและสมการด้านอื่นๆ

       คัดจาก ศิลปร่วมสมัยในประเทศไทย   โดย ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี  คณะจิตรกรรมและประติมากรรม ผลงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๑๑  เขียน ยิ้มศิริ แปลจาก Contemporany Art in Thailand. (คำว่า “ ศิลปะ ” พิมพ์ตามต้นฉบับเดิมคือ “ ศิลป ”)

      เมื่อพิจารณาจากความเห็นของท่าน เปรียบเทียบกับงานพัฒนาในแขนงอื่น ไม่ว่าจะเป็นการเมืองการปกครอง การศึกษา เศรษฐการ ฯลฯ ต่างก็เกิดปัญหาลักษณะคล้ายกันนี้ คือ ความคิดในการปฏิเสธของเก่าทั้งหมด และรับแต่ของใหม่ทั้งหมด โดยขาดการกลั่นกรอง ประยุกต์ และเลือกเฟ้นจุดสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และพัฒนาซึ่งดูเหมือนสำหรับวัฒนธรรมในปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวดูจะรุนแรงไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันทีเดียว

    สังคมไทย  สังคมเปลือกไม้  

      ท่านเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อชาติและวงการศิลปะระดับสูงในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านได้วางรากฐานการศึกษาทางศิลปะไว้อย่างมั่นคง เป็นแบบฉบับของการพัฒนาการศึกษาศิลปะในสมัยต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ท่านได้โอนสัญชาติเป็นไทยเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุล เรียนภาษาไทย อ่านหนังสือไทยทั้งประวัติศาสตร์และวรรณคดี รักศิลปะไทย รักคนไทย แต่งงานกับคนไทย และจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ไทย  แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร แต่สำหรับทัศนคติของท่านเกี่ยวกับการศึกษาแล้ว ลึกซึ้งกว่ารูปแบบภายนอกมากมายนัก ขณะเดียวกัน แนวคิดของท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็เป็นกระจกสะท้อนค่านิยมของสังคมไทยได้ชัดเจน ซึ่งยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตจนปัจจุบัน..

      “ สำหรับศูนย์กลางการฝึกฝนศิลปนั้น ไม่ควรเรียกว่ามหาวิทยาลัย ควรจะเรียกว่า ศิลปศึกษาสถาน (Academy) วิทยาลัย (College) หรือ สถาบันศิลป (Institute of Art)   แต่ผู้ที่เข้าใจระบบการศึกษาของไทยเราดีย่อมจะรู้ว่า นักศึกษาขั้นมหาวิทยาลัยเท่านั้นจึงจะได้รับการยกย่องโดยทั่วไป ในยุโรปอเมริกาในประเทศอื่นๆนักศึกษาของสถาบันการศึกษาศิลปะที่กล่าวมาแล้ว มีสิทธิและได้รับการยกย่องนับถือเช่นเดียวกันกับนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ดังนั้นในต่างประเทศจึงไม่นิยมเรียกศูนย์กลางการศึกษาฝึกฝนศิลปะว่า มหาวิทยาลัย ”

       จาก สูจิบัตรการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๐๓ โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (คำว่า “ ศิลปะ ” พิมพ์ตามต้นฉบับเดิมคือ “ ศิลปะ ”)

      ในส่วนแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาศิลปะของท่าน จำแนกเป็นหลักสำคัญไว้ ๓ ประการคือ
      ๑    แบบอย่างศิลปของประเทศ
      ๒   ศิลปอย่างที่นิยมอยู่ในเวลานี้
      ๓   ความแพร่หลายของศิลปะสมัยใหม่แบบสากล

      
จาก ประติมากรรมและจิตรกรรมสยาม โดย ศ.ศิลป พีระศรี พ.ศ.๒๔๘๑

     ด้วยจิตวิญญาณของครู ศิลปิน และนักอนุรักษ์  

      “ถ้าเราพิเคราะห์ดูฝีมือการปั้นพระพุทธรูปสมัยนี้จะเห็นได้ว่าทรามลงมาก หรือรูปเขียนเก่าๆงามๆที่ได้ถูกลบต่อเติมขึ้นใหม่โดยช่างฝีมือเลวๆ เราจะรู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องทำนุบำรุงศิลปะการช่างให้ฟื้นฟูโดยเร็ว คำกล่าวที่ว่า either to renew or to die เป็นคำกล่าวที่เราควรพึงจำไว้ เราควรจะฟื้นฟูศิลปะของเราขึ้นโดยเร็วที่สุด เพราะศิลปะเป็นชีวิตจิตใจของชาติ

       …เรามีปัญหาอยู่สองประเด็น ประเด็นแรก คือการผลิตศิลปินที่สามารถขึ้นมาเพื่อทำงานศิลปแบบประเพณี เป็นหน้าที่สำคัญอันหนึ่ง สำหรับงานบูรณะซ่อมสร้างโบราณวัตถุสถาน ประเด็นหลังคือ ความต้องการในศิลปปัจจุบัน ”

      การตั้งโรงเรียนศิลปากรจึงไม่ใช่เพื่อจะศึกษาศิลปะสมัยใหม่เท่านั้น  แต่เปิดการเรียนการสอนเพื่อฟื้นฟูงานช่างแบบเก่าด้วย อาจารย์ด้านศิลปะแบบประเพณีคนสำคัญก็คือ อาจารย์พระพรหมพิจิตร

       “ เราสำนึกเป็นอย่างดีถึงความสำคัญของศิลปะโบราณที่มีอยู่ต่อการทำงานศิลปตามความรู้สึกปัจจุบัน  และด้วยเหตุนี้เอง ในระหว่างระยะเวลา ๓ ปี นักศึกษาต้องศึกษาค้นคว้างานศิลปะโบราณเป็นเวลาสัปดาห์ละ ๓ ชั่วโมง ถ้านักศึกษาเป็นผู้มีอุปนิสัยของศิลปินอย่างแท้จริง เขาจะค่อยๆดึงดูดเอาวิญญาณของศิลปินในอดีตเข้ามาไว้ จากนั้นก็ถ่ายทอดออกมาเป็นความรู้สึกใหม่ของตน ”

      ขณะเดียวกันกับที่ท่านเป็นช่างปั้นฝีมือเลิศ ท่านก็เปี่ยมด้วยความเมตตาในฐานะ ครู รวมถึงความรอบรู้และเปิดกว้างสมควรแก่การเป็นผู้สอนวิชาศิลปะอย่างแท้จริง ดังปรากฏในหลายบทความจากลูกศิษย์ที่เล่าถึงตัวท่าน

      “ ประการแรกต้องเข้าใจว่า ท่านอาจารย์ศิลป์นั้น ท่านถือว่าการเรียนคือการเรียน จะต้องเรียนเพื่อให้ได้ความรู้และพื้นฐานเป็นอย่างดี นักศึกษาต้องเป็นฝ่ายรับให้มากที่สุด ในการปฏิบัตินั้นท่านแก้ผลงานให้ทุกคน และวิจารณ์ผลงานของแต่ละคน  โดยพิจารณาถึงธรรมชาติและความถนัดของแต่ละคน เรื่องศิลปะและการสร้างสรรค์ศิลปะนั้น เป็นการแสดงออกของแต่ละคนเป็นส่วนตัว ท่านไม่ให้เอามาปะปนกัน ผลงานเรียนที่ได้คะแนน๑๐๐ หรือ มากกว่า๑๐๐นั้น อาจไม่ได้รับรางวัล หรือ ได้เข้าแสดงในการแสดงศิลปะ แต่ผลงานคะแนน๒๐คะแนน อาจได้รับรางวัลในทางศิลปะซึ่งก็เคยมีตัวอย่างมาแล้ว เป็นที่เข้าใจกันดีในหมู่นักศึกษา ”

จาก ความเคลื่อนไหวของศิลปินและศิลปะในยุคของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี  เขียนโดย ดำรง วงศ์อุปราช

      ท่านเคยสอนให้เสียสละ ถ่อมตนอยู่เสมอ เป็นที่รู้กันในหมู่ศิษย์ทุกรุ่นทุกคน ท่านจะกวาดห้องทำงานของท่านเอง ถ้าภารโรงมาช้าหรือไม่มา โดยไม่กล่าวว่าภารโรงเลย ท่านจะลงมือนำลูกศิษย์ เข็นถังหรือกลิ้งถังปูนปลาสเตอร์ ซึ่งบรรจุในถังกลมขนาด๒๐๐ลิตร ที่เบิกได้ มาตามถนนในลานต้นจัน มาสู่ห้องปั้นของท่าน ผ่านห้องทำงานของข้าราชการอื่นๆระยะกว่า๕๐เมตร ภาพเหล่านี้มันอยู่ในอนุสติไม่เลือนรางไปเลย จากเวทีแห่งการต่อสู้ของท่านเมื่อครั้งกระนั้น ”

       สนั่น ศิลากร จากใจอาจารย์ อาจารย์ศิลปะกับลูกศิษย์ นิพนธ์ ขำวิไล บรรณาธิการ ๒๕๒๗

   คือชาวต่างชาติผู้เห็นค่าวิถีไทย  

      ท่านเป็นบุคคลแรก ที่เริ่มนำศิลปะชั้นสูงของไทยโบราณและศิลปะของศิลปินร่วมสมัยของไทย ออกไปสู่สังคมของศิลปินระหว่างประเทศ ทำให้ชาวต่างประเทศได้ประจักษ์ถึงศิลปะของไทยทั้งแบบเก่าและแบบใหม่เป็นอย่างดี มีผลทำให้ศิลปินไทยได้ปรากฏอยู่ในวงการศิลปะของโลกอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะผลงานของศิษย์รุ่นแรกๆของท่าน ซึ่งเคยได้รับรางวัลสำคัญๆในการประกวดศิลปะแห่งชาติมาแล้ว

      คงไม่มีอะไรที่จะพรรณนาความลุ่มลึกและความปรารถนาดีแก่งานศิลปะของประเทศไทย ทั้งในเชิงการสืบสานและการพัฒนาได้ดีกว่าบทความที่ท่านเขียนขึ้นในโอกาสต่างๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาโดยลึกซึ้งแล้ว เราอาจเห็นภาพอื่นของสังคมไทยที่นอกเหนือไปจากงานศิลปะจากเรื่องราวที่ท่านได้บันทึกไว้

      “ สิ่งซึ่งได้เกิดขึ้นแก่เมืองไทยและประเทศต่างๆในตะวันออก ซึ่งรับวัฒนธรรมตะวันตกคือ ระบบเศรษฐกิจและการเพิ่มพูนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อารยธรรมแผนใหม่นั้นกระทบกระเทือนศิลปแบบประเพณียิ่งนัก

      รัฐโบราณเน้นไปที่การสร้างวัดเพื่อบุญกุศลสูงสุด มิได้มีกิจกรรมใช้เงินฟุ่มเฟือยเหมือนสมัยของท่าน ท่านให้ความเห็นว่า “ ในสมัยโบราณประเทศไทยนั้นไม่มีประจักษ์การแสดงออกทางศิลปอย่างอื่น  นอกจากเพื่อความมุ่งหมายทางศาสนา ”

       ในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาตามแบบตะวันตก เช่น การสร้างทางรถไฟ ถนน โรงพยาบาล โรงเรียน สิ่งที่มาพร้อมกันคือ พาณิชย์ศิลปอื่นๆ รวมทั้งสิ่งอื่นๆเพื่อความหรูหราของชนชั้นสูง เกิดรสนิยมใหม่ในทางศิลปขึ้นและสืบเนื่องเรื่อยมา แม้หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงช่วงชีวิตของท่านที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ซึ่งศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีได้บันทึกไว้หลายแห่งว่า

      “ ปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๑๑) กิจกรรมของศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยนั้น จำกัดวงอยู่เพียงในกรุงเทพฯ  ซึ่งในรอบ๕๐ปีที่ผ่านมา สภาพของกรุงเทพฯ ได้มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ลำคลองต่างๆได้เปลี่ยนมาเป็นถนน (เมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้วมาในกรุงเทพฯใช้ลำคลองเป็นเส้นทางคมนาคมคล้ายนครเวนิส ประเทศอิตาลี จะมีถนนก็เพียงไม่กี่สายเท่านั้น)

      อาคารคอนกรีตก็เข้ามาแทนอาคารไม้  เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เปลี่ยนมาเป็นแบบตะวันตก  ที่อยู่อาศัย ซึ่งในสมัยอดีตสร้างขึ้นท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของพฤกษชาติ ริมแม่น้ำลำคลอง ก็เปลี่ยนมาเป็นตึกแถวเรียงรายไปตามถนน ซึ่งทุกหนทุกแห่งนั้นต้นไม้ก็พยายามที่จะขึ้น  เดิมเรือแจวเรือพายก็แจวก็พายกันอย่างธรรมดาไปตามแม่น้ำลำคลอง บัดนี้กลับเปลี่ยนสภาพไป มีแต่เสียงหนวกหูของรถยนต์จำนวนนับไม่ถ้วน รบกวนประสาทของผู้คนที่สัญจรไปมาเหลือเกิน ความรวดเร็วเหนือสิ่งอื่นใด

      เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ชีวิตของคนเราดำเนินไปอย่างเชื่องช้าคล้ายกับพืช จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ชีพจรชีวิตของชาติในปัจจุบันนี้ ถูกนำไปทั้งในทางสร้างและทางทำลายอันเป็นสภาพกระทบกันอยู่ทุกขณะของชีวิตปัจจุบัน ย่อมเป็นจริงว่าไม่มีผู้ใดอาจขัดขวางอารยธรรมปัจจุบันได้ มันเป็นสิ่งก้าวหน้าเกินความต้องการ แต่ก็ไม่มีชาติใดที่จะหลีกพ้นไปจากชะตากรรมแห่งความเจริญของยุคปัจจุบันได้เลย ”

     แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ท่านก็ทิ้งข้อคิดที่น่าสนใจไว้ ให้แก่วงการศิลปะ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการพัฒนาในด้านอื่นได้เช่นกัน “เมื่อกล่าวถึงอิทธิพลทางการศึกษาของตะวันตก  ชาวตะวันออกก็ไม่จำเป็นต้องหวาดหวั่นอะไร เพราะว่าจิตใจที่ดีย่อมดีอยู่เสมอ ที่จะสร้างงานศิลปะที่วิจิตรงดงาม อิทธิพลดังกล่าว(การศึกษาของตะวันตก)เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในทางความรู้ มิใช่ทางจิตใจ ”

      จาก ศิลปร่วมสมัยในประเทศไทย  โดย ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี  คณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๑๑  เขียน ยิ้มศิริ แปลจาก Contemporany Art in Thailand. (คำว่า “ ศิลปะ ” พิมพ์ตามต้นฉบับเดิมคือ “ ศิลปะ ”)

      “ เมื่อกล่าวถึงอิทธิพลทางการศึกษาของตะวันตก เราก็ไม่ควรจะวิตก เพราะว่าจิตใจที่งดงาม ย่อมงดงามอยู่เสมอที่จะสร้างงานศิลปะอันวิจิตรได้ อิทธิพลการศึกษาของตะวันตกนั้นมีอยู่ในความรู้ มิใช่อยู่ในจิต..ประโยชน์ของการแลกเปลี่ยนศิลปะระหว่างตะวันตกกับตะวันออกจึงควรจะจำกัดแต่เพียงความคิดทางด้านเทคนิคและการใช้วัตถุธาตุใหม่ๆเท่านั้น ไม่ควรจะอยู่ในด้านวัฒนธรรมและจิตใจ

      ศิลป์ พีระศรี ไม่ปรากฏปีพิมพ์ หน้า๒๔
 
      นอกจากนี้ท่านยังเป็นบุคคลแรก  ที่เผยแพร่บทความเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยของไทยให้นานาประเทศได้รู้จัก จนทำให้ได้แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดกันในวงศิลปะทั้งภายในและภายนอกประเทศ อาจกล่าวได้ว่าศิลปะสมัยใหม่ของไทย เป็นที่ยอมรับกันทั้งในและต่างประเทศอย่างมีเกียรติตลอดมา

      “ ในขณะปฏิบัติราชการและอบรมสั่งสอนศิษย์ตลอดมานั้น  ตัวท่านเองก็สนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องศิลปไทยไปด้วยเป็นเวลาร่วม ๔๐ ปี จนมีความรู้ความเข้าใจอย่างดียิ่งทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ และท่านก็มีใจรักศิลปกรรมของไทยเป็นอย่างยิ่ง จึงเขียนหนังสือเผยแพร่ให้โลกภายนอกได้รู้จักศิลปไทยอย่างกว้างขวาง  แสดงความเป็นห่วงใยในศิลปกรรมชิ้นสำคัญๆของไทยที่มีอยู่ตามวัดวาอารามทั่วไปหมด ”

     จาก ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี  โดยเขียน ยิ้มศิริ หนังสือพิธีไหว้ครูและรับน้องใหม่ มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๑๖

   เอกบุรุษผู้สมถะ 

      ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี  ชื่อเดิมคือ  คอร์ราโด เฟโรจี เกิดที่ตำบล สันตโยวันนี อำเภอ-จังหวัด พิเรนเซ  ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พศ.๒๔๓๕ (คศ.๑๘๙๒) นับถือศาสนาคริสต์

      ศึกษาด้านวิจิตรศิลป์ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม และวิชาด้านทฤษฎีศิลปะต่างๆ ที่สถาบันวิจิตรศิลป์ชั้นสูงแห่งเมืองฟลอเรนซ์ เป็นเวลา ๗ ปี จนจบการศึกษาเป็นที่๑ของรุ่น ได้รับปริญญาบัตรเป็นศาสตราจารย์ และเป็นศาสตราจารย์ประจำสถาบันดังกล่าว  เมื่อปี๒๔๕๘

      ได้รับเลือกจากรัฐบาลสยามในรัชกาลที่ ๖ มาดำรงตำแหน่งช่างปั้น ประจำกรมศิลปากร สังกัดกระทรวงวัง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖  ได้มีสัญญาจ้างท่านทำงานเป็นเวลา ๓ ปี ได้รับเงินเดือน ๘๐๐ บาท ค่าเช่าบ้านต่างหาก  ท่านมีสิทธิลาพักผ่อนไปเยี่ยมบ้านเกิด ๙ เดือน เมื่อทำงานครบสามปีแล้ว  ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการทำสัญญาต่อไป หลังจาก ๓ ปีก็เลิกได้ แต่ต่อมา ก็ได้ต่อสัญญาโดยไม่มีกำหนด

       ช่วงแรกที่ท่านทำงานได้รับความลำบากมากเพราะผู้บังคับบัญชาระดับสูงไม่เข้าใจงานอย่างช่างและศิลปิน  สมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ทรงทราบและได้ทรงช่วยเข้าช่วยเหลือหลายอย่าง  ต่อมาเกิด ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกส่งผลกระทบถึงอาจารย์ด้วยเช่นกัน 

      เวลานั้นท่านได้เงินเดือน๑๕๐๐บาทต่อเดือน ไม่พอกับราคาข้าวของที่แพงขึ้น ท่านต้องขายรถยนต์ บ้านและที่ดิน โดยยังคงมาสอนที่มหาวิทยาลัยด้วยการขี่จักรยานสองล้อมาทำงาน ทั้งที่สายตาสั้นลงทุกที แต่แล้วในที่สุดท่านก็ต้องเดินทางกลับอิตาลีในปี ๒๔๙๒ และต่อมาจึงเดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้งและรับราชการเรื่อยมา จนถึงแก่กรรม ขณะดำรงตำแหน่ง คณบดีจิตรกรรมและศิลปกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจากผ่าตัดเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๑๔  พฤษภาคม เวลา ๒๐.๐๐น. พ.ศ.๒๕๐๕  รวมอายุได้ ๖๙ ปี.

      กล่าวโดยสรุปคือชีวิต งาน และ ความคิดของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี สร้างคุณูปการแก่วงการศิลปะไทยไว้มากมาย ในท่ามกลางความอัตคัดของวัตถุเงินทองจากเงินเดือนอันน้อยนิดของท่าน แต่ท่านกลับร่ำรวยผลงาน และคุณความดี  ในท่ามกลางปัญหาอุปสรรคจากแวดวงของระบบราชการ ท่านกลับสร้างสรรค์มรดกทางความคิดผ่านสานุศิษย์ไว้มากมาย เราคงไม่อาจคาดเดาหัวใจของศิลปินผู้เป็นปราชญ์ท่านนี้ได้ แต่มีเพียงคำตอบที่มั่นใจได้ว่า  ความขาดแคลนและอุปสรรค ไม่อาจยับยั้งการก้าวเดินของ..เอกบุรุษผู้นี้.

  ปฏิบถ เขียน และ เรียบเรียง

   ข้อมูล
   :       วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร ฉบับพิเศษ ๑๐๐ ปี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี
   :       “ศิลปร่วมสมัยในประเทศไทย”  โดย ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี คณะจิตรกรรมและ      ประติมากรรม มหาวิทยาลัย ศิลปากร,๒๕๑๑ เขียน ยิ้มศิริ แปลจาก Contemporany Art in Thailand.
    :      ผลงานที่ไม่มีใครรู้จักของศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี โดย น.ณ ปากน้ำ
    :      จาก สูจิบัตรการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๐๓ โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี
    :      “ประติมากรรมและจิตรกรรมสยาม ” โดย ศ.ศิลป พีระศรี พ.ศ.๒๔๘๑
    :      ความเคลื่อนไหวของศิลปินและศิลปะในยุคของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เขียน ดำรง วงศ์อุปราช
    :      สนั่น ศิลากร จากใจอาจารย์ อาจารย์ศิลปะกับลูกศิษย์ นิพนธ์ขำวิไล บรรณาธิการ ๒๕๒๗
    :      “ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ” โดย เขียน ยิ้มศิริ หนังสือพิธีไหว้ครูและรับน้องใหม่ มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๑๖

April 25

วันเวลา

          หลายวันผ่านมาแล้ว....สายฝนได้หล่นโปรยปราย....ลงมาท่ามกลางกระแสของความร้อนแรงแห่งความร้อนแรง
 
ทั่วไปแล้ว...สายฝนจะเย็นและชุ่มฉ่ำ ชโลมทุกอย่างให้เย็นเยือก....ตราบที่มันโปรยปราย..
 
แต่คนเรานี่สิ....กลับแปลก...ยิ่งวันเวลา..ผ่านไปนานเท่าใด..ความกล้าแกร่งยิ่งลดลงตาม..ในมุมกลับของเวลา
 
         ที่กล่าวไปในขั้นต้น...ไม่ได้เอ่ยถึงความรัก....ปรัชญา....กิจการงานต่างๆ...และอื่นอื่นอีกมากมาย.....
 
แต่แค่จะพร่ามเฉยๆเท่านั้นแหละว่า....สังเกตมั้ยเวลาฝนตก....น้ำเย็นๆที่คอยชะโลมตัวเราเมื่ออยู่กลางนั้น
 
ทำไมมันจึงมีความรู้สึกที่ได้รับ.....มันหนาวเหน็บ...เหน็บหนาว...จนต้องกระเสือกกระสนที่จะหลบลี้หลีกหนี
 
เมื่อเปรียบเทียบกับคนเรา....ที่สนใจในนั้น........ชิชิ......เรากลับลดดีกรีความเร่งเร้า....เฉียบแหลม...หมกมุ่น
 
ความสดใส....ลงทุกขณะที่เวลาผ่านเลยไป....ไม่ได้มองโลกแง่ร้าย....เก็บกด...หรืออยากระบาย....อะไรนะ..
 
ชีวิตที่มีอยู่ที่เหลือ.....ผมจะใช้เวลาที่เหลือ....ให้มีคุณค่าและไม่ยอมลดรา...วาศอก...ให้กับความเฉื่อยชา...
 
 
 
February 17

ปล่อยวาง

หลายครั้งที่คนเรามีเหตุการณ์ที่ทำให้ตนเองเริ่มคิดและปรับเปลี่ยนวิธีการจะดำรงตนอยู่ได้
 
เกือบทุกครั้งเวลาที่เราตื่นนอนในตอนเช้า
เราไม่เคยตื่นด้วยความหวัง
 
ขณะที่คุณแปรงฟัน
หลายครั้งคุณจะสนใจกับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ฟันจนกว่าคุณจะบ้วนปาก
 
เวลาทำงานหลายคนมักจะเล่น
พอถึงเวลาพักผ่อน(เล่น)เค้าก็จะตั้งห้าตั้งตาทำงาน
 
ความดีมักจะมาพร้อมกับความอายเสมอ
สิ่งใดที่ไม่ดีไม่ต้องรอสิ่งใดที่จะร่วมทาง
 
คนพูดมักไม่ทำคนที่ทำมักไม่พูด
แต่สุดท้ายทั้งสองก็ต้องกลับกัน
 
ก่อนที่คุณจะนอนมีสองสิ่งที่ต้องทำ
ลืมตา หลับตา
 
สิ่งที่มีที่เป็นอยู่อาจจะดูเหมือนบางทีไม่เคยมีไม่เคยเป็น
สิ่งที่เห็นก็คือสิ่งที่เห็น
 
ในโลกนี้ไม่เคยมีใครที่สนใจคนอื่นนอกจาก......
คนที่ไม่สนใจตนเองก็คือคนที่ไม่เคยสนใจอยู่
 
อย่าลืมว่าไม่มีสิ่งใดเป็นสิ่งใดได้
ถ้าปราศจากอีกสิ่งหนึ่ง
 
สุดท้ายเหตุการณ์ทุกเหตุ
ก็ยังเป็นทุกเหตุการณ์อยู่อย่างเดิม
 
555
February 15

ลองอ่านดูดิ

50 ข้อคิด มุมมองเพื่อความเข้าใจในชีวิต
 

1. เมื่อเด็กกำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น มีความต้องการเป็นตัวของตัวเองสูง ผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจและใจแคบมักจะมองว่าเด็กดื้อ

2. คนเราจิตตกได้เป็นครั้งคราว อาจทำอะไรที่ไม่เหมาะสมได้ การรู้ตัวเองและให้อภัยตัวเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญ

3. คนอกหักไม่อาจตัดความโศกเศร้าได้ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว เวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเยียวยาความรู้สึกดังกล่าว

4. ให้เคารพแนวคิดของผู้อื่นบ้าง เสมือนหนึ่งเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ต่างไปจากเราเท่านั้นเอง

5. ตนเองเสียเมื่อไหร่ที่คิดดี คิดชอบเป็นอยู่คนเดียว

6. ทำไปเพราะไม่รู้ ให้อภัยกันได้ รู้แล้วยังทำ คือ ความดื้อ

7. ก่อนที่จะว่ากล่าวถึงนิสัยไม่ดีของลูกนั้น ให้มองตัวพ่อแม่เองก่อนด้วยว่า เรามีส่วนผลักดันให้เขาเป็นเช่นนั้นด้วยหรือเปล่า

8. ความทุกข์ของมนุษย์ 100% เกิดจากการพยายามฝืนความจริงของธรรมชาติ

9. หากต้องอยู่กับคนที่ไม่เกรงใจกันเลย พูดกับเขาให้น้อยลง เล่นกับเขาให้น้อยลง

10. หากอยากได้อะไร ก็ควรเสียอะไรบ้าง

11. ถ้าเราปล่อยให้โลก เร่งตัวเรา ควบคุมตัวเรา จนเราขาดอิสระภาพ เราก็จะทุกข์ ถ้าเราจะเร่งโลก ควบคุมโลกให้โลกนี้เป็นไปตามความต้องการของเรา เราก็ทุกข์เช่นกัน

12. ความฉลาดอาจหลอกคนได้ ความจริงใจต่างหากที่จะชนะใจคน

13. การให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์มากไป ทำให้เราลืมธรรมชาติ ลืมความเป็นจริงได้ง่าย

14. อารมณ์เป็นตัวกำหนดความคิด ความคิดกำหนดพฤติกรรม หากจะเข้าใจพฤติกรรมของคนให้ถูกต้อง จึงต้องอ่านอารมณ์ให้ออก

15. การมองอะไร ว่าดี ว่าเลว ขึ้นกับว่าอารมณ์ของเราขณะนั้นเป็นอย่างไร

16. ทำอะไรก็แล้วแต่ ควรมีหลักการบ้าง แต่ต้องระวังอย่ายึดเป็นกฎเกินไป

17. อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดเป็นคำพื้น ๆ ที่ใช้มาเตือนสติเราได้ดีตลอดกาล

18. การพยายามทำอะไรทุกอย่างให้ได้ การสงสัยอะไรทุกเรื่องเป็นความโง่ได้ก็เพราะว่าเรื่องต่าง ๆ ในโลกนี้มีตั้งหลายเรื่องที่ใช่ว่าเราจะรู้มันได้ง่ายและเรื่องอีกหลายเรื่องก็ไม่จำเป็นที่ต้องตอบให้ได้ด้วย

19. คุณธรรมส่อคุณค่าของมนุษย์มากกว่าความฉลาด

20. อะไรก็ตามแต่แม้ว่ามันจะจริง จะถูกต้อง แต่ถ้าการพูดออกไปนั้น มันไม่มีประโยชน์มีแต่ผลเสีย อย่าพูดดีกว่า

21. การขาดความเกรงใจต่อกัน ทำให้เราทะเลาะกันได้ง่าย การมีความเกรงใจต่อกันที่มากเกินไป ก็ทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง

22. ใครที่เขากล้าพูดความจริงกับเราออกมา นั่นก็เพราะเขามีความเชื่อมั่นว่าเราจะยอมรับเขาได้

23. การฝึกวินัยให้กับลูกนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นการฝึกวินัยให้กับพ่อแม่ด้วย

24. หากลูกเป็นคนเฉื่อยชา เราคงต้องช่วยกระตุ้นให้กำลังใจ หากลูกเป็นคนเอาจริงเอาจังเกินไป เราคงต้องช่วยสอนให้ลูกได้ปล่อยวางบ้าง กฎเกณฑ์การเลี้ยงลูกของคนๆ หนึ่ง จึงไม่เหมือนของอีกคนๆหนึ่ง

25. เมื่อคิดจะเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ ที่มองว่าดี ต้องมองถึงความเป็นจริง ความเป็นไปได้ด้วยเสมอ

26. แต่ละคนมีศักยภาพของตัวเองอยู่แล้ว เราจึงควรต้องให้เกียรติต่อกันบ้าง

27. เมื่อเป็นคนก้าวร้าวคนอื่นไม่เป็น ก็มักจะถูกคนอื่นรุกรานได้ง่ายเช่นกัน

28. ถ้าเราเชื่อเรื่องกรรม การตายก็ไม่ใช่วิธีการหนีปัญหาได้ตลอดไป เนื่องจากกรรมนั้น ๆ ยังไม่ได้ชดใช้ จนหมดวาระในตัวของมันเอง เกิดชาติหน้า กรรมเก่าก็จะติดตัวต่อไปอยู่ดี

29. การมองปัญหาในแง่มุมต่างกัน ในจุดต่างกันจะทำให้เข้าใจปัญหาได้ต่างกัน

30. เราจะให้อภัยตัวเอง กับผู้อื่นได้นั้น เราต้องเข้าใจในตัวเองและผู้อื่นได้ก่อน

31. การแก้ปัญหาทางบุคลิกภาพต้องอาศัยทั้งความจริงใจและการอดทนเป็นอย่างยิ่ง

32. ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นเรื่องที่ดี แต่….ปัจจัยแห่งความสำเร็จนั้นก็หาได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียวไม่

33. เวลาที่พ่อแม่จะสะกิดฝีหนองให้ลูกนั้น พ่อแม่เองก็เจ็บปวดไม่น้อย

34. บางครั้งเราต้องการให้คนอื่นมาเข้าใจเรา มากกว่าที่เราอยากจะเข้าใจตัวเอง นั่นก็เพราะว่า เรายังเป็นมนุษย์ที่ยังมีความอ่อนแออยู่บ้าง

35. เรื่องที่คนเราประทับใจ มักจะลืมเลือนได้ยาก ก็เนื่องจากความประทับใจ ไม่ใช่ความจำนั่นเอง

36. จะมีเราอยู่……………………. เขาก็เป็นอย่างนั้น
ไม่มีเราอยู่….……………….. เขาก็เป็นอย่างนั้น

37. หากเขาคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง จริงๆแล้ว เราเป็นได้แค่เพียงตัวกระตุ้นเท่านั้น

38. ถ้าเราเรียนรู้ธรรมะด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว เราจะสัมผัส " การรู้ " ได้ยากยิ่ง

39. ความสับสนในชีวิดมันเกิด ควรหาที่ยึดเหนี่ยวให้จิตใจได้พักเสียบ้าง

40. เรื่องของชีวิต มันมีจังหวะที่ต้องรอคอยอยู่บ้าง จะเรียกร้องให้มันได้ดั่งใจเสมอไปได้อย่างไร
ความจริงใจ หากถูกแปลเป็นแง่ลบแล้ว ใครยังอยากจะกล้าจริงใจให้อีก

41. เพราะความอยาก…….มันถึงได้วุ่นวายกันเพียงนี้

42. ไม่ใช่ว่า ห้ามโกรธ แต่ให้รู้ว่าโกรธ ไม่ใช่แสดงความโกรธแต่ให้พูดออกมาว่าโกรธ

43. จิตและอารมณ์เป็นของแท้ ความคิด คือ ตัวปรุง

44. หากเชื่อว่า "การบ่น จะทำให้ลูกนิสัยดีขึ้นก็น่าจะลองดู ในเมื่อความเป็นจริงนั้น " การบ่น " มักจะยิ่งทำให้ลูกแย่ลงมากกว่าเดิมเสียอีก

45. ใครเขาจะเป็นอย่างไรก็ช่าง มันอยู่ที่………เรารู้สึกอย่างไรด้วยต่างหาก

46. หากพ่อแม่คาดหวัง อยากจะให้ลูกเป็นคนดีนั้น พ่อแม่ต้องช่วยให้ลูกเป็นคนดีด้วย ( อย่าเพียงแต่หวัง )

47. พ่อแม่ หากมีความรักลูกมากไปแล้ว ก็ยากที่จะสอนวินัยให้กับลูกได้ดี

48. การเข้าใจคนอื่นได้ เป็นเรื่องที่ดี การเข้าใจตนเองได้ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เรื่องที่แย่ และก่อให้เกิดทุกข์ได้มากก็ คือรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเราเลย

49. กังวล เกินกว่าเหตุ… เชื่อมั่น มากเกินไป…
ล้วนเป็นสิ่งที่เราต้องรู้จักตนเองอยู่เสมอ

50. การเร่งแก้ปัญหา โดยรีบคิดให้ตกทันที จะยิ่งสร้างปัญหาทางอารมณ์ได้มากยิ่งขึ้น
ที่มา ทำดีดอทเนต
February 10

ooooo55555


ในครั้งพุทธกาล มีสามเณรองค์หนึ่ง พระอาจารย์ให้ไปถามพี่สาวว่าอายุครบบวชแล้วหรือยัง แต่พี่สาว จำไม่ได้ จึงได้เดินทางไปหาบิดามารดาซึ่งอยู่อีกเมืองหนึ่ง

     ระหว่างทางได้ผ่านป่าแห่งหนึ่งจึงถูกโจรป่าจับไว้ โจรบางคนบอกให้ฆ่าสามเณรนั้นเสีย สามเณร จึงใช ้ ปัญญาหาเหตุผลบอกโจรว่า ถ้าโจรฆ่าเณร จะเกิดเป็นข่าวใหญ่ทำให้ผู้คนหวาดกลัว ไม่กล้าเดิน ทางผ่าน แถบนี้อีก ทางที่ดีให้ปล่อยสามเณรไปเถอะ แล้วสามเณรสัญญาว่าจะไม่บอกใคร ๆ ว่ามีโจรอยู่แถวนี้ เมื่อเดินทางไปพบบิดามารดาแล้วก็กลับ

     อยู่มาวันหนึ่ง บิดามารดาพาญาติเดินทางผ่านทางนี้ก็ถูกโจรจับ ได้รับความทุกข์ลำบาก จึงร้องไห้รำพึง ต่อว่าสามเณรว่า ไม่บอกกับเราเลยว่ามีอันตรายอยู่แถบนี้

     เมื่อโจรได้ยินจึงถามว่า "สามเณรเป็นอะไรกับท่าน"

     มารดาตอบว่า "เป็นลูกของเรา "

     โจรทั้งหลายได้ยินดังนั้นจึงเกิดความเลื่อมใสในสามเณรที่มีสัจจะ แม้บิดามารดาก็ไม่แพร่งพรายที่อยู่ ของโจร จึงปล่อยคนทั้งหมด แล้วชวนกันมาบวชในพระพุทธศาสนา เรียนพระวิปัสนากรรมฐานจนสำเร็จ เป็นพระอรหันต์

     เรื่องนี้สอนเราว่าการคบคนดี การมีญาติที่ดี เช่น กรณีนี้สามเณรมีสัจจะ เป็นต้น สามารถนำความปลอดภัย ความเจริญมาสู่ตนได้

ที่มา ทำดีดอทเนต