Dinky Tashi's profileTashiroPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
Tashiroดนตรี........เป็นส่วนหนึ่งในความหวัง |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
สวัสดี
dee รักและหวังดีต่อคนรอบข้างนะจร๊า
June 29 ศ.ศิลป์รำลึกอาจารย์ศิลป พีระศรี 2 ก.ย. 2548 ๑๕ กันยายน วันศิลป พีระศรี ความในเรื่อง ศ.ศิลป์ พีระศรี.. บุรุษผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยของไทย เป็นบิดาแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นทั้งศิลปินและปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้สร้างความเป็นปึกแผ่นแก่วงการศิลปะไทย ให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ชีวิต ผลงาน และแนวคิดของท่านนอกจากจะคงค่าในตัวเองแล้ว ยังสะท้อนภาพหลายประการถึงอุปสรรคของการพัฒนาศิลปะในยุคที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ คือบุคคลแรกที่สร้างอนุสาวรีย์ในเมืองไทย การตัดสินก่อนจะศึกษา อาจทำให้เราเป็นคนโง่เสียเอง
ครั้งหนึ่งเมื่อได้ยืนต่อหน้ารูปปั้นขนาดเท่าองค์จริงชิ้นนั้น ข้าพเจ้าเรียนถามท่านศาสตราจารย์ว่า ท่านอาจารย์ครับ รูปพอทเตรท(portrait) รูปปั้นด้วยเทคนิคแบบอิมเพรสชั่นนิสม์(impressionist) แม้ท่วงทีการปั้นอย่างเร็วก็สามารถแสดงอารมณ์เข้าถึงชีวิตที่สุด ..รูปปั้นอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่สองเท่าคนจริง กลุ่มคนแสดงท่าทางอันอิสระเสรีเต็มที่ตามความต้องการของปฏิมากร ซึ่งผิดกับอนุสาวรีย์ในเมืองไทยของท่าน แต่ละชิ้นที่ถูกบังคับจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ แม้ไม่ถูกบังคับด้วยท่าทางก็ถูกบังคับด้วยความคิด...” ถ้าขาดรากฐานของตัวตน การพัฒนาก็มีค่าเพียงการเลียนแบบ สาเหตุประการหลังเป็นการตรงกันข้ามกับสาเหตุประการแรก และขณะเดียวกันก็มีรากฐานเช่นเดียวกับประการแรกนั่นเอง เนื่องจากการทำงานตามแบบและความคิดซ้ำๆซากๆโดยไม่จำกัดของเรา ดังนั้นศิลปินหนุ่มจึงต้องการสลัดความเป็นทาสของความคิด (เก่า)ให้พ้นไป และด้วยเหตุนี้จึงไม่ยอมรับทุกๆสิ่งในอดีตอย่างสิ้นเชิง และรับเอาแต่สิ่งใหม่ๆทุกอย่าง ผลก็คือ งานศิลปะของศิลปินตะวันออก ...ถ้าหากศิลปินไทยหรือศิลปินตะวันออกคนหนึ่งคนใด ทำงานด้วยความรู้สึกจริงใจ งานของเขาต้องแตกต่างไปจากงานของศิลปินชาวยุโรป ความแตกต่างซึ่งสอดคล้องกับลักษณะโดยเฉพาะของเชื้อชาติ …ถ้าคนไทย (หรือศิลปินผู้ใดที่อยู่ในกลุ่มที่แตกต่างออกไปจากชาติพันธุ์) ไม่ลอกเลียนแบบอย่างงานของศิลปินต่างประเทศ เขาย่อมจะแสดงออก ซึ่งความรู้สึกแบบอย่างใหม่ๆใดๆ เมื่อพิจารณาจากความเห็นของท่าน เปรียบเทียบกับงานพัฒนาในแขนงอื่น ไม่ว่าจะเป็นการเมืองการปกครอง การศึกษา เศรษฐการ ฯลฯ ต่างก็เกิดปัญหาลักษณะคล้ายกันนี้ คือ ความคิดในการปฏิเสธของเก่าทั้งหมด และรับแต่ของใหม่ทั้งหมด โดยขาดการกลั่นกรอง ประยุกต์ และเลือกเฟ้นจุดสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และพัฒนาซึ่งดูเหมือนสำหรับวัฒนธรรมในปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวดูจะรุนแรงไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันทีเดียว “ สำหรับศูนย์กลางการฝึกฝนศิลปนั้น ไม่ควรเรียกว่ามหาวิทยาลัย ควรจะเรียกว่า ศิลปศึกษาสถาน (Academy) วิทยาลัย (College) หรือ สถาบันศิลป (Institute of Art) แต่ผู้ที่เข้าใจระบบการศึกษาของไทยเราดีย่อมจะรู้ว่า นักศึกษาขั้นมหาวิทยาลัยเท่านั้นจึงจะได้รับการยกย่องโดยทั่วไป ในยุโรปอเมริกาในประเทศอื่นๆนักศึกษาของสถาบันการศึกษาศิลปะที่กล่าวมาแล้ว มีสิทธิและได้รับการยกย่องนับถือเช่นเดียวกันกับนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ดังนั้นในต่างประเทศจึงไม่นิยมเรียกศูนย์กลางการศึกษาฝึกฝนศิลปะว่า มหาวิทยาลัย ” จาก สูจิบัตรการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๐๓ โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (คำว่า “ ศิลปะ ” พิมพ์ตามต้นฉบับเดิมคือ “ ศิลปะ ”) …เรามีปัญหาอยู่สองประเด็น ประเด็นแรก คือการผลิตศิลปินที่สามารถขึ้นมาเพื่อทำงานศิลปแบบประเพณี เป็นหน้าที่สำคัญอันหนึ่ง สำหรับงานบูรณะซ่อมสร้างโบราณวัตถุสถาน ประเด็นหลังคือ ความต้องการในศิลปปัจจุบัน ” การตั้งโรงเรียนศิลปากรจึงไม่ใช่เพื่อจะศึกษาศิลปะสมัยใหม่เท่านั้น แต่เปิดการเรียนการสอนเพื่อฟื้นฟูงานช่างแบบเก่าด้วย อาจารย์ด้านศิลปะแบบประเพณีคนสำคัญก็คือ อาจารย์พระพรหมพิจิตร “ เราสำนึกเป็นอย่างดีถึงความสำคัญของศิลปะโบราณที่มีอยู่ต่อการทำงานศิลปตามความรู้สึกปัจจุบัน และด้วยเหตุนี้เอง ในระหว่างระยะเวลา ๓ ปี นักศึกษาต้องศึกษาค้นคว้างานศิลปะโบราณเป็นเวลาสัปดาห์ละ ๓ ชั่วโมง ถ้านักศึกษาเป็นผู้มีอุปนิสัยของศิลปินอย่างแท้จริง เขาจะค่อยๆดึงดูดเอาวิญญาณของศิลปินในอดีตเข้ามาไว้ จากนั้นก็ถ่ายทอดออกมาเป็นความรู้สึกใหม่ของตน ” ขณะเดียวกันกับที่ท่านเป็นช่างปั้นฝีมือเลิศ ท่านก็เปี่ยมด้วยความเมตตาในฐานะ ครู รวมถึงความรอบรู้และเปิดกว้างสมควรแก่การเป็นผู้สอนวิชาศิลปะอย่างแท้จริง ดังปรากฏในหลายบทความจากลูกศิษย์ที่เล่าถึงตัวท่าน “ ประการแรกต้องเข้าใจว่า ท่านอาจารย์ศิลป์นั้น ท่านถือว่าการเรียนคือการเรียน จะต้องเรียนเพื่อให้ได้ความรู้และพื้น จาก ความเคลื่อนไหวของศิลปินและศิลปะในยุคของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เขียนโดย ดำรง วงศ์อุปราช สนั่น ศิลากร จากใจอาจารย์ อาจารย์ศิลปะกับลูกศิษย์ นิพนธ์ ขำวิไล บรรณาธิการ ๒๕๒๗ ท่านเป็นบุคคลแรก ที่เริ่มนำศิลปะชั้นสูงของไทยโบราณและศิลปะของศิลปินร่วมสมัยของไทย ออกไปสู่สังคมของศิลปิน คงไม่มีอะไรที่จะพรรณนาความลุ่มลึกและความปรารถนาดีแก่งานศิลปะของประเทศไทย ทั้งในเชิงการสืบสานและการพัฒนาได้ดีกว่าบทความที่ท่านเขียนขึ้นในโอกาสต่างๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาโดยลึกซึ้งแล้ว เราอาจเห็นภาพอื่นของสังคมไทยที่นอกเหนือไปจากงานศิลปะจากเรื่องราวที่ท่านได้บันทึกไว้ “ สิ่งซึ่งได้เกิดขึ้นแก่เมืองไทยและประเทศต่างๆในตะวันออก ซึ่งรับวัฒนธรรมตะวันตกคือ ระบบเศรษฐกิจและการเพิ่มพูนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อารยธรรมแผนใหม่นั้นกระทบกระเทือนศิลปแบบประเพณียิ่งนัก ” รัฐโบราณเน้นไปที่การสร้างวัดเพื่อบุญกุศลสูงสุด มิได้มีกิจกรรมใช้เงินฟุ่มเฟือยเหมือนสมัยของท่าน ท่านให้ความเห็นว่า “ ในสมัยโบราณประเทศไทยนั้นไม่มีประจักษ์การแสดงออกทางศิลปอย่างอื่น นอกจากเพื่อความมุ่งหมายทางศาสนา ” ในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาตามแบบตะวันตก เช่น การสร้างทางรถไฟ ถนน โรงพยาบาล โรงเรียน สิ่งที่มาพร้อมกันคือ พาณิชย์ศิลปอื่นๆ รวมทั้งสิ่งอื่นๆเพื่อความหรูหราของชนชั้นสูง เกิดรสนิยมใหม่ในทางศิลปขึ้นและสืบเนื่องเรื่อยมา แม้หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงช่วงชีวิตของท่านที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ซึ่งศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีได้บันทึกไว้หลายแห่งว่า “ ปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๑๑) กิจกรรมของศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยนั้น จำกัดวงอยู่เพียงในกรุงเทพฯ ซึ่งในรอบ๕๐ปีที่ผ่านมา สภาพของกรุงเทพฯ ได้มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ลำคลองต่างๆได้เปลี่ยนมาเป็นถนน (เมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้วมาในกรุงเทพฯใช้ลำคลองเป็นเส้นทางคมนาคมคล้ายนครเวนิส ประเทศอิตาลี จะมีถนนก็เพียงไม่กี่สายเท่านั้น)
เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ชีวิตของคนเราดำเนินไปอย่างเชื่องช้าคล้ายกับพืช จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ชีพจรชีวิตของชาติในปัจจุบันนี้ ถูกนำไปทั้งในทางสร้างและทางทำลายอันเป็นสภาพกระทบกันอยู่ทุกขณะของชีวิตปัจจุบัน ย่อมเป็นจริงว่าไม่มีผู้ใดอาจขัดขวางอารยธรรมปัจจุบันได้ มันเป็นสิ่งก้าวหน้าเกินความต้องการ แต่ก็ไม่มีชาติใดที่จะหลีกพ้นไปจากชะตากรรมแห่งความเจริญของยุคปัจจุบันได้เลย ” แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ท่านก็ทิ้งข้อคิดที่น่าสนใจไว้ ให้แก่วงการศิลปะ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการพัฒนาในด้านอื่นได้เช่นกัน “เมื่อกล่าวถึงอิทธิพลทางการศึกษาของตะวันตก ชาวตะวันออกก็ไม่จำเป็นต้องหวาดหวั่นอะไร เพราะว่าจิตใจที่ดีย่อมดีอยู่เสมอ ที่จะสร้างงานศิลปะที่วิจิตรงดงาม อิทธิพลดังกล่าว(การศึกษาของตะวันตก)เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในทางความรู้ มิใช่ทางจิตใจ ” จาก ศิลปร่วมสมัยในประเทศไทย โดย ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี คณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๑๑ เขียน ยิ้มศิริ แปลจาก Contemporany Art in Thailand. (คำว่า “ ศิลปะ ” พิมพ์ตามต้นฉบับเดิมคือ “ ศิลปะ ”) ศิลป์ พีระศรี ไม่ปรากฏปีพิมพ์ หน้า๒๔ “ ในขณะปฏิบัติราชการและอบรมสั่งสอนศิษย์ตลอดมานั้น ตัวท่านเองก็สนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องศิลปไทยไปด้วยเป็นเวลาร่วม ๔๐ ปี จนมีความรู้ความเข้าใจอย่างดียิ่งทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ และท่านก็มีใจรักศิลปกรรมของไทยเป็นอย่างยิ่ง จึงเขียนหนังสือเผยแพร่ให้โลกภายนอกได้รู้จักศิลปไทยอย่างกว้างขวาง แสดงความเป็นห่วงใยในศิลปกรรมชิ้นสำคัญๆของไทยที่มีอยู่ตามวัดวาอารามทั่วไปหมด ” จาก ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี โดยเขียน ยิ้มศิริ หนังสือพิธีไหว้ครูและรับน้องใหม่ มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๑๖ ศึกษาด้านวิจิตรศิลป์ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม และวิชาด้านทฤษฎีศิลปะต่างๆ ที่สถาบันวิจิตรศิลป์ชั้นสูงแห่งเมืองฟลอเรนซ์ เป็นเวลา ๗ ปี จนจบการศึกษาเป็นที่๑ของรุ่น ได้รับปริญญาบัตรเป็นศาสตราจารย์ และเป็นศาสตราจารย์ประจำสถาบันดังกล่าว เมื่อปี๒๔๕๘ ได้รับเลือกจากรัฐบาลสยามในรัชกาลที่ ๖ มาดำรงตำแหน่งช่างปั้น ประจำกรมศิลปากร สังกัดกระทรวงวัง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ ได้มีสัญญาจ้างท่านทำงานเป็นเวลา ๓ ปี ได้รับเงินเดือน ๘๐๐ บาท ค่าเช่าบ้านต่างหาก ท่านมีสิทธิลาพักผ่อนไปเยี่ยมบ้านเกิด ๙ เดือน เมื่อทำงานครบสามปีแล้ว ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการทำสัญญาต่อไป หลังจาก ๓ ปีก็เลิกได้ แต่ต่อมา ก็ได้ต่อสัญญาโดยไม่มีกำหนด
เวลานั้นท่านได้เงินเดือน๑๕๐๐บาทต่อเดือน ไม่พอกับราคาข้าวของที่แพงขึ้น ท่านต้องขายรถยนต์ บ้านและที่ดิน โดยยังคงมาสอนที่มหาวิทยาลัยด้วยการขี่จักรยานสองล้อมาทำงาน ทั้งที่สายตาสั้นลงทุกที แต่แล้วในที่สุดท่านก็ต้องเดินทางกลับอิตาลีในปี ๒๔๙๒ และต่อมาจึงเดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้งและรับราชการเรื่อยมา จนถึงแก่กรรม ขณะดำรงตำแหน่ง คณบดีจิตรกรรมและศิลปกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจากผ่าตัดเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม เวลา ๒๐.๐๐น. พ.ศ.๒๕๐๕ รวมอายุได้ ๖๙ ปี. กล่าวโดยสรุปคือชีวิต งาน และ ความคิดของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี สร้างคุณูปการแก่วงการศิลปะไทยไว้มากมาย ในท่ามกลางความอัตคัดของวัตถุเงินทองจากเงินเดือนอันน้อยนิดของท่าน แต่ท่านกลับร่ำรวยผลงาน และคุณความดี ในท่ามกลางปัญหาอุปสรรคจากแวดวงของระบบราชการ ท่านกลับสร้างสรรค์มรดกทางความคิดผ่านสานุศิษย์ไว้มากมาย เราคงไม่อาจคาดเดาหัวใจของศิลปินผู้เป็นปราชญ์ท่านนี้ได้ แต่มีเพียงคำตอบที่มั่นใจได้ว่า ความขาดแคลนและอุปสรรค ไม่อาจยับยั้งการก้าวเดินของ..เอกบุรุษผู้นี้. ปฏิบถ เขียน และ เรียบเรียง ข้อมูล April 25 วันเวลา หลายวันผ่านมาแล้ว....สายฝนได้หล่นโปรยปราย....ลงมาท่ามกลางกระแสของความร้อนแรงแห่งความร้อนแรง
ทั่วไปแล้ว...สายฝนจะเย็นและชุ่มฉ่ำ ชโลมทุกอย่างให้เย็นเยือก....ตราบที่มันโปรยปราย..
แต่คนเรานี่สิ....กลับแปลก...ยิ่งวันเวลา..ผ่านไปนานเท่าใด..ความกล้าแกร่งยิ่งลดลงตาม..ในมุมกลับของเวลา
ที่กล่าวไปในขั้นต้น...ไม่ได้เอ่ยถึงความรัก....ปรัชญา....กิจการงานต่างๆ...และอื่นอื่นอีกมากมาย.....
แต่แค่จะพร่ามเฉยๆเท่านั้นแหละว่า....สังเกตมั้ยเวลาฝนตก....น้ำเย็นๆที่คอยชะโลมตัวเราเมื่ออยู่กลางนั้น
ทำไมมันจึงมีความรู้สึกที่ได้รับ.....มันหนาวเหน็บ...เหน็บหนาว...จนต้องกระเสือกกระสนที่จะหลบลี้หลีกหนี
เมื่อเปรียบเทียบกับคนเรา....ที่สนใจในนั้น........ชิชิ......เรากลับลดดีกรีความเร่งเร้า....เฉียบแหลม...หมกมุ่น
ความสดใส....ลงทุกขณะที่เวลาผ่านเลยไป....ไม่ได้มองโลกแง่ร้าย....เก็บกด...หรืออยากระบาย....อะไรนะ..
ชีวิตที่มีอยู่ที่เหลือ.....ผมจะใช้เวลาที่เหลือ....ให้มีคุณค่าและไม่ยอมลดรา...วาศอก...ให้กับความเฉื่อยชา...
February 17 ปล่อยวางหลายครั้งที่คนเรามีเหตุการณ์ที่ทำให้ตนเองเริ่มคิดและปรับเปลี่ยนวิธีการจะดำรงตนอยู่ได้
เกือบทุกครั้งเวลาที่เราตื่นนอนในตอนเช้า
เราไม่เคยตื่นด้วยความหวัง
ขณะที่คุณแปรงฟัน
หลายครั้งคุณจะสนใจกับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ฟันจนกว่าคุณจะบ้วนปาก
เวลาทำงานหลายคนมักจะเล่น
พอถึงเวลาพักผ่อน(เล่น)เค้าก็จะตั้งห้าตั้งตาทำงาน
ความดีมักจะมาพร้อมกับความอายเสมอ
สิ่งใดที่ไม่ดีไม่ต้องรอสิ่งใดที่จะร่วมทาง
คนพูดมักไม่ทำคนที่ทำมักไม่พูด
แต่สุดท้ายทั้งสองก็ต้องกลับกัน
ก่อนที่คุณจะนอนมีสองสิ่งที่ต้องทำ
ลืมตา หลับตา
สิ่งที่มีที่เป็นอยู่อาจจะดูเหมือนบางทีไม่เคยมีไม่เคยเป็น
สิ่งที่เห็นก็คือสิ่งที่เห็น
ในโลกนี้ไม่เคยมีใครที่สนใจคนอื่นนอกจาก......
คนที่ไม่สนใจตนเองก็คือคนที่ไม่เคยสนใจอยู่
อย่าลืมว่าไม่มีสิ่งใดเป็นสิ่งใดได้
ถ้าปราศจากอีกสิ่งหนึ่ง
สุดท้ายเหตุการณ์ทุกเหตุ
ก็ยังเป็นทุกเหตุการณ์อยู่อย่างเดิม
555 February 15 ลองอ่านดูดิ
February 10 ooooo55555
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|